ประเทศไทยเพิ่งสิ้นสุดฤดูแล้งย่างก้าวสู่ฤดูฝน โดยยึดถือเอาเดือนพฤษภาคมเป็นช่วงเริ่มต้นฤดูฝน ปริมาณฝนที่ตกลงมาช่วยสร้างความชุ่มฉ่ำ คลี่คลายปัญหาวิกฤติน้ำ อย่างน้อยที่สุดได้ช่วยลดพื้นที่ประสบภัยพิบัติความแห้งแล้งของกระทรวงมหาดไทยลงจาก 60 จังหวัด เหลือเพียง 12 จังหวัด
การประชุมจัดการหลากหลายของการอบรมบางปัญหาในเชิงและกรอบกว้างหรือแคบ เรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศซึ่งเน้นเฉพาะมิติของการเจรจา อื่น ๆ ที่เน้นเกี่ยวโยงการเขียนข่าวครอบคลุมปัญหาเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เช่น ความท้าทายของสถาบันประสบนักข่าวสิ่งแวดล้อมและ ภาระผูกพันเชิงบรรทัดฐานของตนเช่นความเป็นธรรมและสมดุลและสถานที่สนับสนุนผู้เข้าร่วมประชุมเน้นย้ำถึงบทบาทของสื่อ ในการให้เสียงบัญชีที่ปราศจากเสียงและรักษาประสิทธิภาพของบัญชีนั้น ประเด็นที่น่าสนใจซึ่งทำให้ UNCCD ได้รับการดึงดูดความสนใจ
การบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา แหล่งปลูกข้าวใหญ่ที่สุดของประเทศ ยังคงถือเป็นงานหนักของกรมชลประทาน เนื่องจากปริมาณน้ำในเขื่อนภูมิพล และเขื่อนสิริกิติ์ ยังคงทรงตัวในระดับต่ำมาก มีปริมาณน้ำเก็บกัก 31-35% ของความจุ และมีน้ำใช้การเพียง 3-5% จนต้องประกาศเลื่อนการทำนาปี แต่ยังคงภารกิจส่งน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค และรักษาระบบนิเวศต่อไป
การที่เขื่อนภูมิพล และเขื่อนสิริกิติ์ ระบายน้ำได้น้อยลง เป็นเหตุให้น้ำทะเลไหลรุกล้ำแม่น้ำ เจ้าพระยาขึ้นไป จนส่งผลกระทบต่อระดับความเค็มบริเวณสถานีสำแล จ.ปทุมธานี ซึ่งเป็นสถานีสูบน้ำดิบของการประปานครหลวงที่นำมาผลิตน้ำประปาป้อนพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล กรมชลประทาน จึงผันน้ำจากลุ่มน้ำแม่กลองจากสองเขื่อนใหญ่ ฝั่งตะวันตกของภาค คือ เขื่อนวชิราลงกรณ์และเขื่อนโดยเฉพาะเขื่อนศรีนครินทร์ที่มีปริมาณเก็บกักมากถึง 76%ของความจุอ่าง ผ่านแม่น้ำท่าจีน และคลองต่างๆ เพื่อเข้ามาช่วยไล่น้ำเค็ม ในช่วงวันที่ 12-18 มิถุนายน และ 22-30 มิถุนายนศกนี้ เฉลี่ยวันละ 2-3 ล้านลูกบาศก์เมตร จึงทำให้ระดับความเค็มของน้ำ สามารถผลิตน้ำประปาได้เป็นปกติ
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์น้ำอันเปราะบาง ได้บรรเทาเบาบางลงเสมือนน้ำทิพย์ชโลมใจ เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงห่วงใยสถานการณ์ภัยแล้ง และวิกฤติน้ำ โดยรับสั่งให้เพิ่มหน่วยฝนหลวงพิเศษขึ้น 3 จุด ได้แก่ 1.จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อเติมน้ำในเขื่อนภูมิพล และเขื่อนสิริกิติ์ 2. จังหวัดขอนแก่น เพื่อเติมน้ำในเขื่อนอุบลรัตน์ 3.จังหวัดนครสวรรค์ เพื่อเติมน้ำในเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ และเขื่อนแควน้อยบำรุงแดน
เปรียบเทียบสถานการณ์วิกฤติแล้งในปีนี้ไม่ต่างจากปี 2537 ที่กำลังรออยู่คือฝนทิ้งช่วงหมดสิ้นแล้ว ฝนระลอกใหม่จะมามากน้อยแค่ไหน ซึ่งในปี 2537 มรสุมลูกใหญ่พัดเข้าประเทศไทยพร้อมน้ำฝนมหาศาล ทำให้ปริมาณน้ำทั้งเขื่อนภูมิพล และเขื่อนสิริกิติ์ เต็มปริ่มทั้งสองเขื่อน และใช้บริหารจัดการมาจนถึงทุกวันนี้
อย่าลืมว่า ทั้งสองเขื่อนใหญ่ได้รับการออกแบบให้มีความจุมากกว่าปริมาณน้ำท่าเฉลี่ยรายปี ต้องใช้เวลาเก็บกักไม่น้อยกว่า 2 ปี ปริมาณน้ำถึงเต็มอ่าง และสามารถบริหารจัดการหมุนเวียนใช้ได้นานถึง 18 ปี และเป็นคำตอบว่า เหตุใดพื้นที่ราบลุ่มเจ้าพระยาจึงมีศักยภาพทำนาได้ปีละ2-3 ครั้งหรือ 2 ปี 5 ครั้ง
เป็นอู่ข้าว อู่น้ำ อันยิ่งใหญ่ของแผ่นดินไทยประเทศนี้
จากหนังสือพิมพ์มติชน หน้า 16 วันที่ 25 มิถุนายน 2553
|